...อบต.วัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ยินดีให้บริการค่ะ...
 
 
   วัดราชมณฑป  (จังหวัด พิษณุโลก)
 
 
 
รูปชุดก่อน
รูปชุดถัดไป
 
คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
 
ชื่อสถานที่ : วัดราชมณฑป
 
ที่ตั้ง : หมู่ที่ 7 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก
 
ข้อมูล : ประวัติวัดราชมณฑป (หลวงพ่อโต) หรือวัดตะไกร หากจะพูดถึงศาสนสถานสำคัญที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลวัดจันทร์นั้น เห็นคงมีอยู่เพียงแห่งเดียวคือ วัดราชมณฑป หรือที่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า วัดหลวงพ่อโต หรือวัดตะไกรในอดีต วัดราชมณฑป ตั้งอยู่บ้านดอน หมู่ที่ 7 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตัวเมืองพิษณุโลก อยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย อาณาเขตของวัดตั้งอยู่บนโฉนดเลขที่ดิน (น.ส.4 จ.) เลขที่ 116896 หน้า 96 หมู่ที่ 7 ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ออกโดยสำนักงานที่ดินจังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2556 มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 18 ไร่ 1 งาน 8 ตารางวา เดิมวัดราชมณฑป หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดหลวงพ่อโต หรือวัดตะไกร นี้สันนิษฐานกันว่า น่าจะก่อตั้งขึ้นเมื่อครั้งกรุงธนบุรี หรือกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนเหตุผลที่เรียกกันว่าวัดตะไกรนั้น มีที่มาจากชื่อของผู้บริจาคที่ดินที่ชื่อว่าตะไกร ส่วนสาเหตุที่เปลี่ยนชื่อเป็นวัดหลวงพ่อโต นั้นสันนิษฐานได้ 2 ประการ คือ 1. เป็นการให้เกียรติและยกย่อพระภิกษุโต (พรหมรังสี) ที่ได้เคยมาทำการอุปสมบท ณ วัดแห่งนี้ และได้รับการสถาปนาสมณศักดิ์เป็น สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อปีฉลู สัปตศก จุลศักราช 1227 ปี 2. เรียกตามองค์พระพุทธรูปที่ถูกสร้างไว้ตั้งแต่ยังเป็นวัดตะไกร ซึ่งมีพุทธลักษณะใหญ่โตและสวยงาม จึงทำให้ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่าวัดหลวงพ่อโต วัดตะไกร หรือวัดหลวงพ่อโต ต่อมาคือวัดราชมณฑป ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นคนสร้าง แต่สันนิษฐานตามข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในประวัติของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เชื่อได้ว่าวัดราชมณฑป หรือวัดหลวงพ่อโต หรือวัดตะไกร เดิมน่าจะสร้างขึ้นเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือไม่ก็น่าจะสร้างขึ้นเมื่อสมัยกรุงธนบุรี และน่าจะเป็นวัดที่มีชื่อเสียงในด้านวิชาการต่างๆ จนเป็นที่รู้จักไปจนถึงในพระราชวังชั้นใน ดังข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในประวัติของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ตอนหนึ่งดังนี้ “เมื่อเดือน 6 ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช 1159 (พ.ศ.2346) เป็นปีที่ 16 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้ทรงคำนวณปีเกิดของสามเณรโต ซึ่งบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อเดือน 8 ปีวอก สัมฤทธิศก จุลศักราช 1150 หรือเมื่อปี พ.ศ.2337 ขณะที่อายุได้ 13 ปี ว่า บัดนี้อายุของสามเณรโตครบ 21 ปีบริบูรณ์ ควรที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุได้แล้ว จึงรับสั่งให้หาพระโหราธิบดีกับเสมียนตราด้วง มาเฝ้า แล้วรับสั่งว่า พระโหราฯต้องไปบวชสามเณรโตแทนฟ้า ต้องบวชที่วัดตะไกรเมืองพิษณุโลก โดยได้มอบกิจการทั้งปวงแก่พระโหราธิบดี โดยได้ให้เงินค่าใช้สอย 400 บาท พร้อมทั้งเครื่องอัตฐบริขาร และรับสั่งให้ทำขวัญนาคเวียนเทียน แต่งตัวนาคอย่างแบบนาคหลวง ฯลฯ แล้วรับสั่งให้เสมียนตราด้วง แต่งท้องตราบัวแก้วขึ้นไปวางให้เจ้าเมืองพิษณุโลก ให้เจ้าเมืองเป็นธุระช่วยการบวชสามเณรโตให้เรียบร้อยดีงาม ตลอดทั้งการเลี้ยงพระ เลี้ยงคน ให้อิ่มหนำสะราญทั่วถึงกันกับทั้งให้ขอแรงเจ้าเมืองกำแพงเพชร,เจ้าเมืองพิจิตร,เจ้าเมืองพิชัย และเจ้าเมืองไชยนาถบุรี ให้มาช่วยกันดูแลการงาน ให้เจ้าเมืองพิษณุโลกจัดการงานในบ้านในจวนนั้นให้เรียบร้อย และให้ได้บวชภายในข้างขึ้น เดือน 6 ปีนี้ แล้วแต่จะสะดวกด้วยกันทั้งฝ่ายญาติโยมของสามเณร ในพิธีอุปสมบทได้มีรับสั่งให้สังฆการีในพระราชวังบวร วางฏีกาอาราธนาสมเด็จพระวันรัต วัดระฆัง ขึ้นไปบวชนาคที่วัดตะไกร ฝ่ายพระโหราธิบดี เสมียนตราด้วง ได้จัดหาผ้าไตรคู่สวดอุปัชฌาย์คู่สวด จัดเครื่องทำขวัญนาค ฝ่ายญาติโยมของสามเณรโต (นางงุด มารดา, นายผล ตา,นางเพียน ยาย) เมื่อได้ทราบพระกระแสรับสั่งแล้ว ได้ไปนิมนต์ ท่านพระอาจารย์แก้ววัดบางลำพูบนให้เป็นพระกรรมวาจาจารย์ แล้วนิมนต์ท่านเจ้าอธิบดีวัดตะไกร เป็นอนุสาวนาจารย์ จะเป็นวันไหนก็แล้วแต่ สมเด็จพระอุปัชฌาย์จะกำหนดให้ และเผดียงพระสงฆ์อันดับ 25 รูป ในวัดตะไกรบ้าง และวัดที่ใกล้เคียง ครั้งถึงวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง นพศก จุลศักราช 1159 เวลาบ่ายสามโมงเย็น เจ้าคุณพระยาพิษณุโลก ได้นำนาคเข้ามาทำขวัญนาคที่จวนเจ้าเมืองฯลฯ พอเวลาย่ำรุ่ง ท่านเจ้าเมืองพิษณุโลก พร้อมด้วยเจ้าเมืองทั้ง 4 พร้อมด้วยพระโหราธิบดี และเสมียนตราด้วง พร้อมกระบวนการแห่ได้เตรียมออกไปรับนาคที่วัด สมเด็จพระวันรัตก็ได้ให้สามเณรโตลาสิขาบท นิวัตออกเป็นนาค แล้วได้แต่งองค์ทรงเครื่องให้นาคใหม่ แล้วนำนาคโต มาทำพิธีทำขวัญนาคที่จวนเจ้าเมืองพิษณุโลก เมื่อเวลาบ่ายสามโมงเย็น ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 วันรุ่งท่านเจ้าเมืองพิษณุโลก ได้จัดขบวนแห่นาค และได้มีการแห่แหนห้อมล้อมเป็นขบวนไปยังเขตกำแพงวัดตะไกร แล้วเวียนรอบโบสถ์จำนวนสามนรอบ และให้นาควันทาสีมา เจ้าเมืองทั้ง 5 ห้อมล้อม พระโหราเป็นผู้คุม และสอน แล้วขึ้นโบสถ์ทิ้งงาน เปลื้องผ้าที่แต่งมา ผลัดเป็นผ้าพื้นขาวผ้ากรองทองห่มสไบเฉียง เปลื้องเสื้อกรุยออก ถอดแหวนและสร้อยส่งให้เสมีนตรา และญาติโยม ช่วยกันจูง ช่วยกันรุมเจ้าโบสถ์ พระโหราธิบดีนำเข้าวันทาพระประทาน แล้วมานั่งคอยสงฆ์ แล้วได้ทำพิธีการตามลำดับจนสำเร็จเป็นพระภิกษุภาวะในเพลา 32 ชั้น คือ 7 นาฬากาของเช้าวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง นพศก 1159 ประชุมพระสงฆ์ 28 รูป เป็นคณะปักกะตัตตะ ในพัทธสีมาวัดตะไกร เมืองพิษณุโลก โดยมีสมเด็จพระวันรัต วัดระฆังโฆสิตารามธนบุรี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แก้ว วัดบางลำพูบน เป็นกัมวาจา พระอธิการวัดตะไกร เมืองพิษณุโลก เป็นอนุสาวนาจารย์ ครั้นเสร็จการอุปสมบทแล้วได้รับฉายานามว่า (พรหมรังสี) พระสงฆ์ทั้งปวงออกจากโบสถ์ ลงมาฉันท์เช้าที่ศาลาวัดตะไกรพร้อมกัน รวมทั้งพระภิกษุโตด้วย และเมื่อถึงวันแรม 2 ค่ำ เดือน 6 ท่าพระยาพิษณุโลก ได้มาส่งสมเด็จพระวันรัต และพระภิกษุโตกับพระอาจารย์แก้ว กลับกรุงเทพพระมหานคร ต่อจากนั้นประวัติของวัดตะไกรก็ไม่มีผู้ใดบันทึกไว้อีกเลย” จากการบอกเล่าของ ตาวงษ์ ยายกล่ำ พูลโพธิ์ ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้กับวัดตะไกร เล่าให้ฟังว่า ตาอ่วมกับยายสงวน สุขฉิม เล่าว่าบิดาของตาอ่วม เคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พม่าได้เข้ามารุกรานเมืองพิษณุโลกและได้เข้าทำการปล้นสะดมเอาทรัพย์สินของวัดไป และยังได้ทำลายถาวรวัตถุของวัดไปจนเกือบหมดสิ้น และต่อมาเมื่อครั้งที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 วัดตะไกร ได้ถูกฝ่ายอักษะโจมตีด้วยการทิ้งระเบิด จนทำให้วัดตะไกรมีสภาพปรักหักพัง แม้แต่พระพุทธรูปองค์ประธานของวัดก็ถูกทำลายไปด้วย และได้ถูกทอดทิ้งให้เป็นวัดร้างตั้งแต่นั้นมา ต่อมาเมื่อประมาณปี พ.ศ.2480 ได้มีพระภิกษุ ปุ้ย ฐามิโก ซึ่งเดิมจำพรรษาอยู่ที่วัดสว่างอารมณ์ ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกับชาวบ้านที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ใกล้กับวัดตะไกร ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดตะไกรขึ้นมาใหม่ และได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดตะไกรหรือวัดหลวงพ่อโต มาเป็นวัดราชมณฑป ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา โดยมี ตาอ่วม ยายสงวน สุขฉิม , ตาเลื่อม ยายหนู แก้วบ้านดอน , ได้ร่วมกันบริจาคที่ดินเพื่อให้สร้างวัดตะไกรขึ้นมาใหม่ แต่สถานที่ยังคับแคบ ต่อมาตากลม ได้ร่วมสร้างกุศลด้วย โดยได้ขายที่ดินให้กับทางวัดเพิ่มอีก 2 ไร่ และขอรับเงินจากทางวัด เพียง 1,000 บาท นอกจากนี้ยังได้มีการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆขึ้นใหม่ และได้เปลี่ยนชื่อจากวัดตะไกรมาเป็นวัดราชมณฑป เช่นปัจจุบัน ต่อมาวัดราชมณฑป มีพระเสนาะ สุเมโธ ชื่อเดิมว่า นายเสนาะ นุชจรรยา เป็นบุตรของนายม่อม นุชจรรยา และนางจวน นุชจรรยา มีอาชีพกสิกรรม ภูมิลำเนาอยู่ที่ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ความรู้สามัญมัธยมศึกษาปีที่ 6 อายุ 58 ปี พรรษา 6 คุณวุฒินักธรรมชั้นเอก มีความรู้ ความชำนาญในการเป็นวิทยากรอบรมศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา จังหวัดพิษณุโลก การอบรมศีลธรรมในสถานศึกษาต่างๆ จังหวัดพิษณุโลก การอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน และการปาฐกถาธรรม ได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการเจ้าอาวาส ต่อมาเมื่อปี 2542 พระเสนาะ สุเมโธ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดราชมณฑปอย่างเป็นทางการ พระเสนาะ สุเมโธ ได้ดูแล และรักษาเสนาสนะต่างๆ ของวัดเป็นอย่างดี และยังได้มีการก่อสร้างถาวรวัตถุของวัดเพิ่มเติมตลอดเวลาที่ผ่านมา นอกจากนี้ที่วัดราชมณฑปยังมีแรงศรัทธาของพี่น้องประชาชนได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์เพื่อสร้างศาลาประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้น “หลวงพ่อขาว” ที่มีมาแต่เมื่อครั้งเป็นวัดตะไกร และยังมีการปั้นพระพุทธชินราชจำลอง เพื่อเป็นถาวรวัตถุให้อยู่คู่กับวัดราชมณฑป (วัดหลวงพ่อโต) ต่อไป โดยศาลานั้นได้สร้างเป็นศาลาแฝด
 
 
ผู้เข้าชม 2858 ท่าน         
 
  สงวนลิขสิทธิ์ © องค์การบริหารส่วนตำบลวัดจันทร์ อ.มืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก โทร :0-5533-5001 ต่อ 101
  จำนวนผู้เข้าชม 4,296,905 เริ่มนับ 18 ม.ค. 2555
  จัดทำโดย : NAXsolution.com